วิตามินซี

ชื่อสมุนไพร

วิตามินซี

ชื่อวิทยาศาสตร์

ข้อบ่งใช้บนหลักฐานเชิงประจักษ์ในคน

  • สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินซี
  • ขนาดวิตามินซีที่ควรได้รับในแต่ละวัน คือ 60 มก.ต่อวัน

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับหวัด

  • งานวิจัย ประมาณ 30 การศึกษาในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหวัด (common cold) และผู้ที่ยังไม่เป็นโรคหวัด พบว่า วิตามินซีช่วยลดความรุนแรงของโรคหวัด แต่ไม่ป้องกันการเกิดโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่

           *สูง, แนะนำให้ใช้ลดความรุนแรงของโรค

  • UpToDate 2024 ไม่แนะนำให้ใช้วิตามินซีในเด็กสำหรับไข้หวัด เพราะจากงานวิจัย meta-analysis ปี 2013 พบว่าวิตามินซีขนาดตั้งแต่ 200 มก.ต่อวัน ไม่ช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของไข้หวัด

           *สูง, ไม่แนะนำให้ใช้

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับโควิด

  • งานวิจัยในผู้ป่วยโควิด จำนวน 445,850 คน ที่รายงานการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วยตนเอง พบว่า ผู้ที่ใช้วิตามินซีและไม่ใช้ มีความเสี่ยงการติดเชื้อโควิดไม่แตกต่างกัน

           *ปานกลาง, ไม่แนะนำให้ใช้ 

  • งานวิจัย 9 การศึกษา (4 RCTs และ 5 retrospective cohort study) ในผู้ป่วยโควิดที่นอนในรพ. จำนวน 1,488 คน ได้รับวิตามินซีรูปแบบรับประทานหรือรูปแบบยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ขนาด 50 มก./น้ำหนักตัว (กก.)/วัน ถึง 24 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 4-18 วัน ร่วมกับยามาตรฐาน พบว่ากลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับวิตามินซีให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน ทั้งอัตราการเสียชีวิต ระยะเวลาที่นอนในไอซียู ระยะเวลาที่นอนในรพ. และการใช้เครื่องช่วยหายใจ

           *ปานกลาง, ไม่แนะนำให้ใช้

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับผิว

  • งานวิจัยเชิงสังเกตในผู้หญิงอายุ 40-74 ปี จำนวน 4,025 คน พบว่า คนที่ได้รับวิตามินซีจากอาหารในปริมาณมาก มีรอยย่นน้อยกว่าและผิวแห้งน้อยกว่า คนที่ได้รับในปริมาณน้อย ขนาดวิตามินซีที่เพิ่มขึ้นทุก 1 มก. จะพบรอยย่นลดลง 11%  และพบผิวแห้งลดลง 7% การรับประทานวิตามินซี ขนาด 60 มก.ต่อวัน เพียงพอต่อประโยชน์ดังกล่าว

           *ปานกลาง, อาจแนะนำให้ใช้

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับตา

  • งานวิจัยในผู้ที่มีจอประสาทตาเสื่อม พบว่า วิตามินซียังไม่สามารถป้องกันจอประสาทตาเสื่อมได้

           *สูง, ไม่แนะนำให้ใช้

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับมะเร็ง

  • งานวิจัย 69 การศึกษา (รูปแบบงานวิจัยส่วนใหญ่เป็น case control study) ในผู้เข้ารับการคัดกรองโรคมะเร็ง หรือผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง จากประวัติการได้รับวิตามินซี ส่วนใหญ่เป็นการรับประทานวิตามินซีที่ได้จากอาหาร พบว่า
    • ผู้ที่รับประทานวิตามินซีจากอาหารมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านมลดลง (RR = 0.87; 95%CI 0.80-0.94) ในขณะที่การรับประทานวิตามินซีจากอาหารเสริมความสัมพันธ์ไม่แตกต่างกันกับผู้ที่ไม่ได้รับ (RR = 1.02; 95%CI 0.97-1.09)
    • การรับประทานวิตามินซีจากอาหารหรืออาหารเสริมไม่พบความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
    • ผู้ที่รับประทานวิตามินซีจากอาหารมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งลำไส้ลดลง (RR = 0.55; 95%CI 0.42-0.73)

          *ปานกลางถึงสูง, แนะนำการรับประทานวิตามินซีจากอาหาร อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้าและมะเร็งลำไส้

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

  • จากงานวิจัยทางคลินิกยังไม่พบความสัมพันธ์ว่าการรับประทานวิตามินซีมีผลป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

          *สูง, ยังไม่แนะนำให้ใช้

ข้อบ่งใช้เกี่ยวกับตับ

  • งานวิจัยภาคตัดขวางวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 3,374 คน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับวิตามินซีในเลือดและการเกิดไขมันพอกตับ พบว่าระดับวิตามินซีในเลือด ประมาณ 1 mg/dl ลดความเสี่ยงการเกิดไขมันพอกตับ (OR 0.66; 95%CI 0.51-0.86) ในขณะที่ระดับวิตามินซีในเลือดที่สูงกว่านี้ไม่มีผลลดความเสี่ยง (OR 0.99; 95%CI 0.63-1.57)

          *ต่ำ, ยังไม่แนะนำให้ใช้

Copyright © 2020 by M.Tangkiatkumjai